This is my life! My story, My knowledge.
In: SEO
15 Jan 2012มาต่อกัน หลังจากในตอนที่ 1 เราเริ่มกันที่การวางแผนงาน แล้วก็การตั้งเป้าหมายสำหรับงานของเราครับ ในตอนที่ 2 นี้เราจะมาคุยกันในเรื่องของ การหาข้อมูล รวมไปถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่เราได้มาจากการหาข้อมูลนะครับ
แต่ว่า… ก่อนที่เราจะทำการหาข้อมูลอะไร ผมขอย้อนกลับไปเรื่องแรกก่อนนะครับ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว นั่นก็คือการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนครับ ว่าเราทำงานนี้ไปเพื่ออะไร และจุดแรกที่เราต้องการคืออะไร เช่น เป้าหมายของเราคือ ยอดรายได้รวม เดือนละ 3 หมื่น ภายในเดือนที่ 3 ต้องได้เดือนละ 5 พันบาท และต้องได้ออเดอร์แรก ภายใน 1 สัปดาห์ เป็นต้นครับ ลองคิดเป้าหมายของเราเอาไว้ในใจครับ เราต้องทำให้ได้ ^^
การวางแผน ในการหาข้อมูลนั้น จะเป็นการวางแผนคร่าว ๆ แต่เป็นการจำกัดกรอบการทำงานของเราให้ชัดเจนขึ้นครับ ซึ่งเมื่อเราจะเริ่มทำการหาข้อมูล เราก็ต้องทำการเลือกสินค้าที่เราต้องการ เพื่อเป็นการกำหนดตลาดอย่างคร่าว ๆ นั่นเองครับ สิ่งที่เราต้องสนใจในตอนนี้ จะมีอยู่ด้วยกัน 3 อย่างคร่าว ๆ คือ Market, Product, Competition ครับ นั่นก็คือ ตลาดที่เราสนใจ, สินค้าที่เราสนใจ และสุดท้ายคือ คู่แข่งของเราในตลาดครับ
1. ตลาดที่เราสนใจ – ในจุดนี้ค่อนข้างสำคัญครับ มันเป็นการเลือกสนามแข่งขัน ที่เราจะลงไปแข่งกับเค้า ถ้าเราเลือกตลาดผิด ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเหนื่อยฟรีนะครับ แต่ในความเป็นจริง ตอนที่เราเริ่มต้นใหม่ ๆ เราอาจจะเลือกเอาตลาดที่เราชอบก็ได้ครับ เริ่มจากสิ่งที่เราชอบ ผมว่าจะทำได้ง่ายกว่า ในตอนนี้ก็จะเริ่มมีเครื่องมือเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วครับ ตอนนี้เครื่องมือที่ควรจะศึกษาเอาไว้ก็พวกของฟรีอย่าง Keyword External Tool ของ Google หรือ Insight for Search ของ Google หรือ Market Samurai ก็ใช้ได้ครับ ก็คือ เลือกตลาดก่อน แล้วมาดู Trend ของตลาดครับ ว่ายังไปต่อได้ไหม มันเป็นขาขึ้น หรือขาลงครับ
2. สินค้าที่เราสนใจ – เมื่อเราเลือกตลาดได้แล้ว ต่อมาเราก็ทำการเลือกสินค้า เพื่อนำเอาสินค้ามาขายนั่นเองครับ ในจุดนี้ผมจะไม่แนะนำอะไรมากครับเพราะส่วนใหญ่แล้ว จะคล้าย ๆ กับการกำหนดตลาดครับ เพียงแต่ว่า เวลาเราเลือกสินค้าอะไรไปแล้ว อย่าลืมดูสินค้าที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ ยกตัวอย่างนะครับ มีเพื่อนผมคนนึง เค้าขาย notebook ครับ เค้าก็โพสแต่ notebook อย่างเดียวเลย ไม่สนใจอย่างอื่นเลยครับ แต่อยู่มาวันนึง เค้าได้ออเดอร์ notebook ครับ แต่มันไม่ได้จบแค่ notebook ตัวเดียวนี่สิ ลูกค้ารอบนั้น เอา notebook+bag+soft case+mouse+mouse pad ยกชุดเลยครับ -___-’ เล่นซะคุ้มเลยรอบเดียว อันนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ accessories เลยครับ
3. คู่แข่งในตลาด – ก่อนเราจะลงไปลุยอะไรนั้น หันไปมองดูเจ้าที่ เจ้าทางก่อนนะครับ ว่าเจ้าที่เดิมเค้าแรงหรือเปล่า ก็หมายถึงว่า ก่อนจะลงไปขายของอะไร ไม่ว่าจะเป็นอะไรนะครับ ดูคู่แข่งก่อนไหม ว่าจุดอ่อน จุดแข็ง กับคู่แข่งเค้าคืออะไร เราควรไปยุ่งกับเขาไหมครับ เพราะบางครั้ง ถ้าเราไม่ดูคู่แข่งเลย แล้วเกิดไปเจอของจริงเข้า งานนี้ก็มีโอกาสเหนื่อยฟรีเช่นกันครับ
ที่กล่าวมาทั้งหมดในหัวข้อนี้ สรุปได้อย่างง่าย ๆ ครับ คือเวลาเราจะเริ่มอะไร ก็เริ่มในสิ่งที่เราชอบ หรือถนัดเสียก่อนครับ เสร็จแล้วก็ไปดูว่า สิ่งที่เราคิดว่าถนัดนั้น เราจะทำอะไรได้บ้าง แล้วมีคู่แข่งเยอะไหม อะไรประมาณนี้แหละครับ ถ้าเราวิเคราะห์ดูทั้งหมดแล้ว ทางสะดวก ก็ลุยไปได้เลยครับไม่ต้องกลัว ^^’
In: SEO
31 Dec 2011เดี๋ยวนี้มีวิธีการหาเงินออนไลน์เกิดขึ้นมากมายหลายแบบ ในแต่ละแบบ ก็มีวิธีการจ่ายเงินให้เราแตกต่างกันไปนะครับ
แต่มีอยู่แบบหนึ่ง ที่หลาย ๆ คนนิยมกัน ก็คือแบบ Direct Deposit หรือการฝากเข้าบัญชีธนาคารของเราโดยตรงนั่นเองครับ
เพราะว่าเป็นวิธีที่ค่อนข้างสะดวกและรวดเร็วครับ (รอรับเงินประมาณ 2 ถึง 3 วันทำการ) ไม่ต้องรอเค้าส่งเชคมาให้ ไม่ต้องรอเชคเดินทางมาถึง (ประมาณ 15 ถึง 30 วัน) แล้วก็ไม่ต้องมารอขึ้นเงินที่ธนาคารด้วยครับ (อีกประมาณ 1 ถึง 2 วัน)
แต่ตามปกติแล้วนั้น เวลาที่เราหาเงินจากต่างประเทศส่วนใหญ่แล้วเค้าจะไม่โอนให้เราโดยตรงครับ
ดังนั้น ถ้าอยากจะใช้วิธีรับเงินแบบ Direct Deposit มันก็ต้องออกแรงกันหน่อย ^^’
สิ่งแรกที่เราต้องมี ก็คือ บัญชีเงินฝากของ ธนาคารกรุงเทพครับ สาขาไหนก็ได้ครับ เพราะเราจะใช้บัญชีของธนาคารกรุงเทพกันครับ หลังจากนั้น เวลาไปกรอกแบบฟอร์มในเวบต่าง ๆ ก็ให้ใส่ข้อมูลลงไปตามนี้เลยครับ
Bank name : Bangkok Bank
Bank Account Name : ชื่อบัญชีของคุณ <- ต้องใส่เป็นภาษาอังกฤษนะครับ อาจจะดูจากบัตร ATM หรือจำตอนที่เราไปเปิดบัญชีไว้ครับ
Bank Type: Saving <- ประเภทบัญชี
Bank Account Number: หมายเลขบัญชีธนาคารกรุงเทพของคุณ
ABA Number : 026008691 <- ห้ามผิดเด็ดขาดครับตรงนี้
เสร็จตรงนี้แล้ว เราก็นั่งรอรับเงินสบาย ๆ ครับ ไม่ต้องรอรับเป็นเชค ไม่ต้องไปขึ้นเงินที่ธนาคารอีก ^^
แต่เงื่อนไขในการรับเงินของ Affiliate แต่ละเจ้าก็ต่างกันนะครับ ลองไปดูก่อนว่าต้องไปตั้งค่าตรงไหน ยังไงอีกครั้งนึงนะครับ ผมให้ข้อมูลเป็นไกด์คร่าว ๆ เอาไว้ก่อย
In: SEO
15 Dec 2011หายหัวไปนานครับ ว่าจะมาโพสต่อ… แบบว่า กว่าจะหาเวลาว่างมาได้นะ -_-’
วันนี้เราจะมาพูดถึงการทำ Road-mapping ครับ บางคนก็เรียก Roadmap บางคนก็แผนที่ถนน =_=’ เอาเข้าไป…
การทำ Roadmap นั้น ถ้าว่ากันง่าย ๆ ก็คือการวางแผนการทำงาน หรือการวางแผนการเดินทางนั่นเองครับ การทำ Roadmap นั้นก็จะมาช่วยเราไม่ให้หลงทางไปจากเส้นทางเดิมหลังจากเราเริ่มงานไปแล้วครับ ทำให้เรามีเป้าหมายชัดเจน และทำให้เราไปถึงจุดหมายที่เราต้องการได้ง่ายขึ้นนะครับ
หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่า ทำไมอยู่ดี ๆ ผมมาพูดเรื่องนี้? ทำไมไม่สอนทำเวบฟะ >_<… ผมก็จะขอถามนะครับว่า เราควรที่จะวางแผนการทำงานก่อนที่จะเริ่มงาน หรือ ลงมือลงแรง ทำงานไปก่อน แล้วค่อยมานั่งคิดแผนการทำงานทีหลังอีกทีครับ?
ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้วนะครับ ผมขอบอกก่อนนะครับ การทำเวบไซต์ขายของขึ้นมาสักเวบหนึ่งเนี่ยมันไม่ยากเลยครับ แต่ทำออกมาแล้วจะตรงใจผู้ซื้อหรือเปล่า มันอีกเรื่องนึงครับ เพราะว่า เราทำเวบ เพื่อขายของ ไม่ได้ทำเวบเพื่อโชว์ออฟ ถูกไหมครับ ดังนั้น มันก็จะมีศาสตร์เกี่ยวกับ Marketing เข้ามาเกี่ยวกับ ดังนั้น ถ้าเราจะเริ่มทำงานกัน เราจะเริ่มที่ตรงไหนบ้าง?
1. เริ่มทำการวางแผนงาน – ก่อนเราจะทำงาน เราก็ต้องวางแผนงานถูกไหมครับ การวางแผนงานของผม รวมไปถึงการตั้งเป้าหมายด้วยว่า เราทำออกมา เพื่ออะไร จะทำมากแค่ไหน ได้แค่ไหนจึงจะพอ?
ลองมายกตัวอย่างกันนะครับ
- ต้องการทำเวบเพื่อ Amazon, Google Adsense, Clickbank หรือ CJ
- ต้องการจะทำเวบเพื่อทำงานอย่างเดียว หรือหลาย ๆ อย่าง ถ้าทำหลาย ๆ อย่าง ต้องการแบบไหนมากกว่ากัน หรือเท่ากัน เช่น Amazon 40%, Adsense 60% เป็นต้น
- การแบ่งสัดส่วนการทำงาน ต้องลงมือทำอย่างไรบ้าง? ตรงนี้ต้องมาคิดกัน เพราะการทำงานแต่ละอย่าง มันไม่เหมือนกัน
- จะเริ่มทำอะไรก่อน เช่น เริ่มทำ Amazon ก่อน แล้วค่อยมาทำ Adsense ทีหลัง
เริ่มเห็นภาพไหมครับ กับการวางแผนการทำงาน เดี๋ยวตอนหน้า ผมจะมาพูดในเรื่องของการหาข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ครับ
In: SEO
29 Nov 2011เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Keyword ไหน ที่เราหามา เป็น Keyword ทองคำ! หรือ Keyword สร้างเงิน!
คำถามนี้คงอยู่ในหัวของหลาย ๆ ท่านที่เข้ามาสู่วงการ Internet Marketing ว่าเราจะหาได้อย่างไร ว่า Keyword ไหนที่เราจะทำ SEO แล้วเราได้เงินครับ
การหา Keyword แต่ละคำนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเอา Keyword นั้นไปทำอะไรครับ อย่างเช่น ยกตัวอย่างว่า เราจะหารายได้จากการทำ Adsense เราก็ต้องไปดูว่า Keyword ไหนใน Adsense ที่มีราคาแพง และมีคนคลิกอยู่บ่อย ๆ เราถึงเอาคีีย์นั้นไปทำเวบ แล้วก็ติด Adsense ครับ
หรือถ้าเราหาเงินจากการขายของให้กับ Amazon เราก็ต้องเริ่มจากการหาก่อนว่าเราจะขายอะไร หลังจากนั้นก็ไปดูว่า Keyword ที่จะโยงไปหาสินค้านั้น ใน Search Engine นั้น มีคนใช้คำว่าอะไร แล้ว Keyword ที่เราเลือกนั้น เป็นคำที่คนใช้ค้นหาเพื่อซื้อสินค้าหรือไม่ ?
เห็นไหมครับว่า มันไม่ใช่แค่ว่า เลือก ๆ Keyword มาแล้วมันจะใช้ได้ทุกคำ มันต้องดูให้ลึกไปอีกว่า ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อใช้คำนั้นแล้ว จะทำเงินให้เราด้วยอีกหรือเปล่า
บางคนก็มาถามผมนะครับว่า ทำ AMZ แล้ว เลือกคีย์แล้ว เอาไปทำ Adword หรือ AdCenter แล้ว ทำไมมีแต่คลิกวะ! ขายไม่ได้เลยสักชิ้น แล้วสักพัก เค้าก็หายไปจากวงการ IM! ผมก็ย้อนถามคำถามเดิม ๆ กับเค้านะครับ ว่าคีย์ที่เอามาทำ Adword น่ะ มันเป็นคีย์ที่เค้าใช้ แล้วเึค้าน่าจะซื้อหรือเปล่า? ไม่ใช่ว่า จะทำเวบขายของ แต่ไปเล่นคีย์ที่เกี่ยวกับการรีวิวสินค้า แล้วก็เอาคีย์พวกนี้ไปทำ Adword หรือ Adcenter !!!! ผมเลยบอกไปตรง ๆ ว่าคีย์แบบนี้ สักร้อยคลิก จะได้สักออเดอร์ หรือไม่ก็ รีวิวของท่านมันเทพมาก ทำให้คนซื้อได้หลังจากอ่านรีวิว นั่นแหละ คุณถึงจะได้ออเดอร์ !!!! พอตอบไปแบบนั้น เค้าผู้นั้นก็ อืม ๆ ๆ … เออ … จริงว่ะ!!! ทำไมกูไม่คิดวะ!!!!
ที่มาเล่าให้ฟังตั้งมากมายนี้ ผมอยากจะชี้ว่า คีย์ที่หากันมานั้นน่ะครับ ได้ย้อนดูกันไหมครับว่า คีย์ที่คัดมาอย่างดีแล้ว มันเหมาะสมหรือยัง!
ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรครับ ออกแนวไปทางห่วยซะด้วยซ้ำครับ แต่หลาย ๆ คนที่เข้ามาถามผมเกี่ยวกับ IM เนี่ย บางคำถาม มันก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วนะ แต่ก็ยังดันทุรังทำกันอยู่ -_-’ แบบนี้นี่ no comment จริง ๆ
เวบไซต์นี้ จริง ๆ แล้วไม่มีอะไรมากครับ ตัวผมเองเป็นคนที่ชอบทำนู่นทำนี่ หลายอย่าง ความชอบก็มีอยู่หลายอย่าง บางครั้งบางทีด้วยความที่ว่า รู้เยอะแล้วก็ทำอะไรหลาย ๆ อย่าง บางครั้งก็อาจจะลืมไปบ้าง ก็เลยอยากจะทำเวบนี้ขึ้นมา เพื่ออยากจะบันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่าน ๆ มาครับ ประโยชน์อีกอย่างคือ อยากจะแชร์ความรู้ที่ผมมีอยู่ แชร์ให้กับทุกท่าน ที่แวะเวียนเข้ามาด้วยครับ อาจจะมีประโยชน์บ้าง ไม่มีประโยชน์บ้าง มีสาระ หรืออาจจะไร้สาระไปบ้าง ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ